อัปเดทชีวิต แหม่ม พัชริดา เปิดร้านกาแฟ วางแผนบั้นปลายชีวิต อยู่บ้านพักคนชรา ไม่คิดมีทายาท

อัปเดทชีวิต แหม่ม พัชริดา เปิดร้านกาแฟ วางแผนบั้นปลายชีวิต อยู่บ้านพักคนชรา ไม่คิดมีทายาท
Music Editor Talk
22 กรกฎาคม 2563 ( 12:34 )
2.4K
2

หลังออกมาจากการเป็นผู้บริหารของค่ายเพลงดังย่านลาดพร้าว ที่ทำมานานกว่า 25 ปี แหม่ม พัชริดา วัฒนา ก็มาเป็น ศิลปินฟรีแลนซ์ และเปิดร้านกาแฟ ขนมแสนอร่อย PAT’S Tea room & Coffee Club สุุขุมวิท 101/1 ทำให้แฟนเพลงได้มีโอกาสได้พบเจอศิลปินในดวงใจได้ใกล้ชิดขึ้น รายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 ได้ยินเสียงร่ำลือว่าอร่อยมาก เลยได้เชิญนักร้องสาวคนดังมาพูดคุยไป กินน้ำกินขนมกันไป และได้ยินมาว่าเจ้าตัวไม่คิดมีทายาท แถมยังตั้งใจเก็บเงินไปอยู่บ้านพักคนชราในช่วงบั้นปลายชีวิตอีกด้วย

 

 

ตอนนี้คือทำร้านกาแฟจริงจังเลย ที่เล่าถึงแฟนคลับว่ามาหาเนี่ย มีเคยแบบแปลก ๆ บ้างไหม?

แหม่ม : เอาจริงๆก็เจอทุกรูปแบบ แฟนคลับที่ดีๆปกติ หมายถึงแฟนคลับที่โตมาด้วยกันเป็นผู้ใหญ่แล้ววันนี้ ก็จะไม่มีความกรี๊ดคลั่งอะไร ก็จะมีบ้างที่มาแล้ก็แบบหลุดๆ เขาอาจจะมีความแปลกนิด ๆ อันนี้เราเข้าใจ แต่สุดท้ายแล้วก็คือ เขาเข้ามาเพราะเขารักเรา และเข้ามาซื้อน้ำซื้ออะไรแบบนี้ค่ะ หน้าที่เราก็คือให้เขามีความสุขกลับบ้านไป ได้มาเจอกัน เขาบอกเลยค่ะว่า หนูไม่เคยรู้ว่าจะเจอพี่ได้ที่ไหน? เขาพูดคำเนี้ย เราก็เฮ้ยเราสำคัญสำหรับเขาขนาดนั้นเลยหรอ คือร้านเราเล็ก ๆ ด้วยความที่เขามาแล้วก็จะอยากคุยกับเรา

 

ทีนี้ปกติเนี่ยตัวฉันเป็นคนสันโดษนะ เป็นคนมีโลกส่วนตัวเยอะมาก พอเราเปิดร้านกาแฟเนี่ย ไม่ว่ายังไงเราต้องดูแลเขา แต่พอดูแลเขาถึงจุดนึงบางทีเราปวดหัวไง ไหนจะต้องหันไปล้างแก้ว ไหนจะต้องหันมาชง คือ พี่ไม่ได้เป็นคนเปิดร้านกาแฟแล้วจ้างคนทำงาน ถ้าคุณไปคุณจะเห็น พัชริดาชงกาแฟ ก็เรียนนะ ทั้งหมดพี่คิดเองนะ อยู่ร้านคนเดียงล้างจานทำของเสิร์ฟ ผู้ใหญ่เข้ามาร้าน บางทีเป็นผู้ใหญ่ดิฉันคลานเข่าเสิร์ฟนะคะ คือทุกคนที่มาเนี่ยเพราะเขารู้ว่าร้านนี้ไม่ใช่ร้านที่นักร้องดาราเปิดร้านแล้วมีแต่คนขาย เราอยู่ร้านแล้วเราก็ทำเอง

 

 

แต่ก็มีแฟนคลับที่ประทับใจมากเป็นพิเศษ?

แหม่ม: อย่างที่บอกพอมาหลาย ๆ แบบ ก็จะมีน้องคู่นึงที่เป็นแฟนคลับเราตั้งแต่สมัยเราขึ้นเวทีโลกดนตรีครั้งแรก มีรูปถ่ายเจอกันจำชื่อจำหน้ากันได้ เขาก็กลับมาหาเราที่นี่ แต่มาพร้อมกับที่บอกว่าพี่หนูเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เราก็ นั่งคุยกัน หลังจากนั้นพี่ฉอดจัดคอนเสิร์ตสาว สาว สาว ก็เหมือนได้ร้านเราเป็นสื่อกลางในการแจ้งข่าวไปดูคอนเสิร์ต ดูคอนเสิร์ตเสร็จได้ไม่เท่าไหร่เขาเสียชีวิต ซึ่งก็ยังดีใจว่าอย่างน้อยได้เปิดร้านแล้วเป็นที่ทำให้เขาได้เจอกัน ไม่งั้นมันคือได้เห็นกันในทวิตเตอร์บ้าง อินสตราแกรมบ้างทักทายผ่านตรงนี้

 

ในส่วนของครอบครัว เห็นพี่แหม่มแต่งงานนานแล้ว แต่ไม่มีลูก อันนี้คือตั้งใจ?

แหม่ม : ตั้งใจที่จะไม่มี คุยกันกับสามี มันเหมือนช่วงแรกที่มีได้เราก็แบบ เดี๋ยวแป๊บนึง เดี๋ยวรอก่อน ต่างคนต่างทำงาน พี่ก็เพิ่งมาอยู่อาร์เอส สามีก็เพิ่งเปิดบริษัท พอผ่านการเดี๋ยวก่อนไปสักพักนึง เราก็เริ่มแบบเดี๋ยวนะ สามสิบห้าแล้วอีกนิดนึงลูกก็จะออกมาเป็นผักแล้วนะ ก็คุยกันว่าจะเอายังไง สามีเขาก็พูดออกมาคำนึง เขาบอกเราอยู่กันสองคนก็ได้นะ โอ้...ยกภูเขาออกจากอกอะ

แสดงว่าเราไม่ได้อยากมีอยู่แล้ว?

แหม่ม : พี่เฉย ๆ พี่เฉย ๆ มาก เป็นคนที่ไม่ได้รู้สึกว่าต้องมีอะไรเพื่ออะไร

 

 

แล้วคุณแม่ล่ะว่ายังไง ?

แหม่ม : รายการนี้อย่าให้แม่ดูนะ งอน เดี๋ยวนี้เริ่มมีประโยคแบบ แหวนเหวิน เพชร ที่ดิน จะเอาไปให้ใคร ไอ้พวกนี้ลูกหลานก็ไม่มี ก็เลยบอกว่านี่ไงลูก อยู่ยังอยู่นี่ไม่ต้องไปพูดถึงหลาน ให้มาเลย ให้ตอนนี้เลย แต่จริงๆเรามองว่าลูกคือ ห่วงนะคะ พี่เห็นเพื่อนทุกวันนี้ที่มีลูกอะ ครึ่งนึงมีความสุข แน่นอนเขามีความสุข คนมีลูกเขามีความสุข สุขมากไปเลย แต่อีกครึ่งนึง คุณก็ต้องห่วงเขาไปจนเขาโต เราก็มีความรู้สึกว่าถ้าเราเลือกได้ แน่นอนถ้าเรามี พี่เชื่อว่าพี่จะมีความสุข พี่เชื่อว่าพี่จะเลี้ยงเขาดี แต่ในเมื่อมันไม่มีก็ไม่มี แล้วก็โล่งดี

 

แล้วไม่กลัวหรอแก่ๆแล้วใครจะดูแล?

แหม่ม : แล้วรู้ได้ยังไงว่าแก่ๆแล้วลูกมันจะเลี้ยงเรา ทุกวันนี้เด็กทำงานวันนี้ไม่เหมือนรุ่นเรานะ ที่ทำงานแล้วเก็บเงินมีทุกอย่าง เพราะฉะนั้นก็เลยคิดว่า ในเมื่อไม่มีแล้วมองไปข้างหน้าเลย แน่นอนไม่มีลูกคอยรับผิดชอบ งั้นทำไง? เก็บเงินซิคะ ใช้เงินทำงานค่ะ เนิร์สซิ่งโฮมมีเยอะแยะ เวลบีอิ้งทั้งหลาย

 

นี่คือเหตุผลที่บอกว่าเตรียมตัวไปอยู่บ้านพักคนชรา เราคิดอย่างนั้นจริงๆหรอ?

แหม่ม : เราคิดอย่างนั้นจริง ๆ เราต้องไม่เป็นภาระให้ใคร คือโมเมเป็นน้อง แต่เขาก็ต้องมีชีวิตของเขา ถ้าเราอยู่บ้านพักคนชราคุณอย่ามองว่าต้องอยู่อย่างรันทดน้ำตาร่วง

 

 

บ้านพักคนชราที่เหมือนรีสอร์ตเลยนะตอนนี้ ??

แหม่ม : ถูกต้อง ตื่นเช้ามาแล้วโดดน้ำ คือ คิดอย่างนั้นค่ะ คือเราก็เลือกที่ที่เราสบายใจ เรามีเพื่อนวัยเดียวกัน เราไม่ต้องรำคาญเด็ก เด็กไม่ต้องรำคาญเราแล้วก็เก็บเงินไว้ เจ็บป่วยมีข้อจำกัด เช่น ป่วยแค่นี้รักษาได้ ป่วยไปเกินจากนี้กรุณาปล่อยให้ดิฉันสิ้นชีพไปตามธรรชาติ อย่ามาใส่ท่อ อย่ามาฉีดนู้นนั่นนี่ แล้วก็ไม่เป็นภาระใคร พี่บริจาคร่างกายเรียบร้อย แค่ว่าตอนจะผ่าช่วยรักษาหน้าดิฉันนิดนึง

 

 

แสดงว่าพี่แหม่มก็วางแผนช่วงท้ายๆชีวิตไว้เรียบร้อยแล้ว?

แหม่ม : เอาจริง ๆ อย่าเรียกว่าวางแผนนะ เรียกว่าดูไว้อย่างนั้นถ้าทำได้ เอาจริงๆนะพี่มองว่าเราจะป่วยไข้มากน้อยแค่ไหน สุดท้ายมันอยู่ที่ตัวเรา เราคิดเยอะเราก็ต้องประสาทเสียในการหาเงิน แต่ถ้าเราไม่คิดเยอะ ถ้ามันป่วยแล้วมันหาย มันก็คือหาย ถ้ามันไม่หายก็คือตาย พี่เห็นคนตาย น้องที่ออฟฟิศ เด็กกว่าเรา อยู่ดี ๆ หนึ่ง สอง ซั่ม ตาย จากคนที่ของทุกอย่างอยู่บนโต๊ะเขา จากที่เคยมีค่าหรือมีเจ้าของ แล้วไม่มีใครสนใจ อะไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น ชีวิตมีแค่เนี้ย

ทุกวันนี้ถึงได้เปิดร้านกาแฟเสมือนโรงทาน เพราะว่าถ้าพี่เขาร้าน พนักงานที่ร้านจะบอกว่าช่วยกลับบ้าน เพราะเดี๋ยวแกก็แถม เดี๋ยวแกก็แจก ปีที่แล้วทั้งปีกำไรห้าพันบาท นี่ปีหน้าจะซื้อตลาดหลักทรัพย์แล้วนะเนี่ย ถ้าขอได้จะขออย่างเดียวแค่ ขอให้เป็นคนแก่ที่ยังมีแรงทำอะไรให้ตัวเองได้ ไม่ต้องงอมืองอเท้า เพราะฉะนั้นทุกอย่างปล่อยหมดแล้วอะ

 

แหม่ม พัชริดา

 

ชมรายการ ต้มยำอมรินทร์ ย้อนหลังได้ทาง

 

 

อัพเดทข่าวสารวงการเพลงไทยและสากล พร้อม Scoop เจาะลึกในมุมมองที่น่าสนใจ ติดตาม Music.trueid.net ได้อีกช่องทางที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID

บทความที่เกี่ยวข้อง